ตอนที่4 หวาดกลัว
ร่มเงาของต้นจามจุรีที่แผ่กิ่งก้านปกคุมและเรียงทอดยาวไปตามทาง
สัตว์ปีกสีทองบินวนรอบต้มไม้และก็มุดหลายเข้าไปในต้นไม้ ละอองทองที่โปราปรายจากกิ่งจามจุรีที่อยู่สูงขึ้นไป
มีสัตว์ที่ดูคล้ายมนุษย์ตัวเล็กๆหากแต่มีหูที่คล้ายกับหูกระต่ายมีขนสีขาวปกคุมทั้งทั้งตัว
กำลังกระโดดและเหาะไล่กันบนต้มจามรุรี
เป็นภาพที่ธนานิตไม่คิดเลยว่าจะมีสิ่งนี้ในโลกและก็ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นความมหัศจรรย์เช่นนี้
แต่ตอนนี้ธนานิตต้องเกาะเอวผกาแก้วให้แน่เราะว่าเธอกำลังควบม้าวิ่งไปตามทางที่มีต้นจามจุรีรายเรียงสองฝากฝั่ง
ม้าสีขาวบริสุทธิตัวโตกำลังวิ่งด้วนความเร็วเสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นดังสนั่น
และแล้วเท้าม้าที่กระทบกับพื้นก็เงียบลง สิ่งที่อยู่ต่อหน้าธนานิตตอนนี้คือ
เรื่องไทยที่อยู่ภายใต้ต้นจามจุรีหลังใหญ่พร้อมกับมีผู้คนที่กำลังทำความสะอาดบริเวณบ้าน
ขัดเครื่องทองบ้าง เตรียมทำอาหารบ้าง ตากผ้าบ้าง เมื่อผกาแก้วพาธนานิตขึ้นไปบนบ้าน
ก็มีหญิงชราออกมาต้อนรับ
“ท่านหญิงกลับแล้วหรือเจ้าคะ”หญิงชราเอ่ยทัก
“กลับมาแล้วบัว
วันนี้ให้เตรียมห้องใว้ให้ท่านธนานิตด้วย
ท่านจะมาอยู่กับเราสักระยะ”ผกาแก้วพูดกับหญิงรับใช้
“วันนี้ท่านเจอเรื่องราวมาทั้งวันเราของให้ท่านไปพักผ่อนเสียก่อนเถิด”ผกาแก้วพูดกลับธนานิต
แล้วก็เดินจากไป
“ตามบ่าวมาทางนี้เจ้าคะ”หญิงเชิญธนานิต
ค่ำคือที่เงียบสงบทำให้ธนานิตมีเวลาหวนคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขา
เป็นเรื่องที่พิศดารพันลึกที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอตลอดเวลาที่ธนานิตมีสติกลับมาเขาคิดเสมอว่านี่คือความฝันไม่ใช่ความจริงหากแต่เมื่อสตินั้นขาดไปก้ย้ำเตื่อนเขาอีกว่ามันเป้นความจริงแน่นอน เมื่อนานิตคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเค้าลืมเจ้าเวตาลไปแล้ว
ต้องแต่ออกมาจากห้องนั้นมันก็หายไปไหนก็ไม่รู้
“เหมี้ยว
“เสียงแมวขนลายดังขึ้นข้างหลังธนานิต
“อ้าวเวตาลฉันเป็นห่วงนายแทบแย่
หายไปไหนมา”ธนานิตพูดกับเจ้าเวตาล ที่กำลังกระโดดเข้าหาธนานิตพร้องกับขวนเขาที่แขน
เหมือนกับเป็นการบอกว่า นายลืมฉันและแล้วค่ำคือนั้นก็สงบลง
แสงอาทิตสาดส่องหน้าต่าง
ทำให้ธนานิตตื่นจากการหลับที่มีความสุขมากหลังจากผจญภัยมาเมื่อวันก่อนโดยมีเจ้าเวตาลลายขาวดำนอนอยู่ข้าง
เฮ้อ! อึบ เฮ้อ!
ฟัน เสียงอะไรบ้างอย่างที่กำลังดังไปทั่วบริเวณบ้าน เมื่อธนานิตเดินออกไปดูก็เห็นคนกำลังฝึกการต่อสู้อย่างแข็งขัน
โดยมีผกาแก้วเป็นคนยืนคุ้มการซ้อมในครั้งนี้
“ท่านธนานิตเชิญท่านลงมานี่เถิด”ผกาแก้วร้องบอกธนานิตจากลานต่อสู้เบื้องล่าง
“เธอมีธุระอะไรกับฉันหรือป่าว”ธนานิตพูดขณะเดินเข้ามาใกล้ผกาแก้ว
“วันนี้ท่านต้องไปทำงานช่วยข้า
เพราะว่าภาคีต้องการให้ท่านเรียนรู้งานให้ไวที่สุด”ผกาแก้วพูดกับธนานิต
“แล้วงานที่ว่าคืออะไรละ”ธนานิตถาม
“ไปป่ามืด ไปเตรียมตัว อีกสักครู่มากันที่นี้”
ผกาแก้วพูดพร้อมเดินจากไป
ธนานิตแต่งตัวด้วยชุดนักรบโบราณมีเกราะเหล็กป้องกันถืออาวุธคือดาบเล่มยาว
ด้วยทางท่าไม่คุ้นชินคอยครวจจับเสื้อผ้าอยู่บ่อย
“ท่านก็ใช้ได้นะในชุดนักรบ
แต่ท่านต้องฝึกการรบหลังจากกลับมาจากงานครั้งนี้”ผกาแก้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง
“ถ้างั้นเธอต้องสอนฉันแล้วแหละ
คุณผกาแก้ว”ธนานิตพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้น
“เราไม่มีเวลามาทำเจ้าชู้ยักอยู่นี่หรอกนะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชาติบ้านเมือง
เราต้องไปกันแล้ว"ผกาแก้วพูดขณะกระโดดขึ้นม้าตัวขาวด้วยความชำนาญพร้องลากตัวธนานิตขึ้นไปนั่งข้างหลัง
ผกาแก้วพาธนานิตผ่านตลาด
ผ่านบ้านไทยหลังใหญ่หลายหลัง ผ่านแม่น้ำและแล้วก็ออกจากเขตเมืองแล้วมาหยุดอยู่ที่เนิดดินสูงนอกเมือง
“นั้นไงราชวังอโยธยา”ผกาแก้วชี้มือไปที่มีแสงเรื่องรองสีทองอร่าม
“เป็นเมืองที่สวยมากเลยนะ”ธนานิตพูดด้วยความรู้สึกเหมือนจะล่องลอยไปสู่ราชวังนั้น
แต่ก็ต้องถูกกระชากออกจากความงดงามแห่ราชวังเดียวแรงการวิ่งของม้าที่ผกาแก้วควบอยู่
เมื่อผกาแก้วกับธนานิตเดินทางมาครึ่งวันก็ใกล้จะถึงเขตของป่ามืดแล้ว
สองข้างทางที่ธนานิตสัมผัสได้คือความเงียบสงัด
มีเพียงลมกับกับต้นไม้เท่านั้นที่กลัวไหวติง ไม่มีสัตว์วิเศษแสนน่ารักสักตัว
ผกาแก้วพาธนานิตเข้าสู่ป่า แล้วทะลุกอีดด้านของป่า ข้ามแม่น้ำ
และแล้วก็มาถึงปากถ้ำที่ดำมืดและมีกลิ่นความเลือดล่องลอยในอากาศประดุจปากป่องนรกอเวจี
“เราต้องเดินเข้าไป
นี้คือทางเข้าป่ามือ ที่เป็นที่อยู่ของพวกควายทมิฬ “ผกาแก้วพูดด้วยเสียงที่เบามาก
“แล้วเธอพาฉันมาทำไม
เธอไม่กลัวหรือ”ธนานิตพูดด้วยเสียงที่เบากว่าผกาแก้ว
“เราต้องรู้ความเคลื่อนไว้ของพวกมัน
เราเข้าไปกันเถอะ”ผกาแก้วพูดพร้อมชักดาบแล้วเดินเข้าไปในถ้ำ ตามมาด้วยธนานิต
ภายในถ้ำเต็มไปด้วยรอยเลือดสีแดงก็กลายเป็นดำที่ฉาบทั่วทั้งผนังห้อง
เมื่อเดินเข้ามาถึงปากทางออกะนานิตก็เกิดความหวาดกลัวต่อสิ่งที่เห็นเป็นอย่างยิ่ง
ต้นไม้แต่ละต้นถูกอาบด้วยเลือดสีแดงฉานมีศพมนุษย์ตามต้นไม้แต่ละต้นเป็นภาพที่ดึงดูดน้ำตาของธนานิตให้หลั่งไหล
และเขาก็ซุดลงกับพื้น แต่ถูกร่างอันบอบบางของผกาแก้วแต่แข็งแกร่งรับเอาไว้
และผกาแก้วก็กอดธนานิตเอาไว้
“ข้ามีพลังรักษาความกลัวทุกชนิดได้”ผกาแก้วพูดขณะกอดร่างของชายหนุ่มเอาไว้
“ขอบใจเธอมากนะผกาแก้ว”สายตาที่ธนานิตสบประสานกับผกาแก้วชั้งรู้สึกดีนัก
“เราต้องไปแล้ว”ผกาแก้วตัดบท
แล้วคลายกอดพร้อมเดินนำหน้าไป
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินมาถึงหลุมสีดำขาดใหญ่แล้วมาแอบอยู่ที่ก่อนหินใหญ่ที่สามารถหลบซ่อนจากสายตาพวกควายทมิฬได้
เมื่อธนานิตมองลงไปในหลุมนั้นก็เห็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่สีดำมีเขาที่ยาวโค้งและมีเขาแหลมยื้นออกไปข้างหน้าดวงตาสีแดงนับหมื่นตัวที่กำลังวิ่งตะกุยดินไปมา
“พวกมันกำลังเตรียมการต่อสู้”ผกาแก้วพูดขึ้นมา
“แล้วพวกเราจะทำยังไงถึงจะสู้พวกมันได้”น้ำเสียงธนานิตดูวิตกหวาดกลัว
“เราต้องรีบกลับไปแจ้งการกับภาคี”ผกาแก้วพูดขณะลุกขึ้นแล้วก็จับแขนธนานิตให้ลุกขึ้นตาม
แล้วทั้งสองก้วิ่ง
ทำเกิดเสียงดังขึ้นจนทำให้ความทมิฬที่อยู่ใกล้มากป่องหลุมได้ยินเสียง
ผกาแก้วกับธนานิตมาหยุดพักเอาแรงอยู่ที่ปากถ้ำก่อนที่จะเดินทางเข้าเมือง
แต่อยู่ก็เกิดเสียงดัง ตูม! ควายทมิฬตัวหนึ่งกระจนมาใส่ทั้งคู่
แต่ผกาแก้วผลักธนานิตแล้วกระโดดหลบ
“มาอยู่ข้างหลังข้า”ผกาแก้วตะโกน ธนานิตจึงรีบวิ่งมาอยู่ข้างหลังผกาแก้ว
จากนั้นผกาแก้วก็ชักดาบออกมาตั้งท่าเตรียมการต่อสู้
ควายทมิฬกระโดดเขามาใส่ผกาแก้วด้วยความแรงแต่ผกาแก้วกระโดดขึ้นหลังความทมิฬใช้ดาบตวัดแทงหลังควายทมิฬ แต่ควายทมิฬสลัดผกาแก้วตกจากหลังมัน
ธนานิตกลัวมากแต่ก็อดเป็นห่วงผกาแก้วไม่ได้
แต่ทำได้เพียงแอบดูการต่อสู้อยู่ข้างก้อนหินใหญ่
ธนานิตเห็นผกาแก้วหลับตาแล้วทำปากขมุบขมิบ แล้วม้าสีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นและวิ่งเข้าเตะควายทมิฬแต่สิ่งที่น่าประทับใจคือม้าสีขาวตัวนั้นกระพือปีกออกอย่างสง่างามแล้วไล่เตะความทมิฬให้หนีไป
แล้วก็พาผาแก้วกับทนานิตมาบ้าน
เป้นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ทำให้ธนานิตนอนไม่หลับ
เขากลัวสิ่งไปพบเห็นมาอย่างมาก เขาคิดแล้วคิดอีกว่าเขาจะอยู่ต่อสู้หรือหนีกลับสู่ปัจจุบัน
และแล้วเขาก็คิดได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น