วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นวนิยายเรื่องย้อน-รอยตอนที่๑๒





ตอนที่12 สิบผ่านไป
ความเงียบสงบของบ้านไม้หลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้พรรณต่างๆมีทั้งไม้กลิ่นหอมและต้นจามจุรี แลดูบนต้มไม้ใหญ่มีกล้วยไม้หลายชนิดออกดอกชูช่ออวดสีสันแข่งกัน เบื้องร่างคือพื้นหญ้าเขียวมีกลีบดอกไม้สีแดงแซมหญ้าสีเขียว เลยขึ้นไปบนบ้านชานไม้ที่พื้นที่กว้างมีชายวัยกลางคนกำลังนั้นเขียนหนังสือด้วยปากกาอันพลิ้วไหว เมื่อมองใกล้ๆนั้นคือธนานนิตในวัยกลางคนที่ร่องรอยแห่งการเวลาไม่อาจทำลายร่างกายของเขามากนักและที่นอนอยู่ข้างๆเขาคือเจ้าแมวเวตาลที่นอนม้วนตัวอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของธนานิต
หนังสือของธนานิตก็คือเรื่องราวของเขาเองที่ไปประสบมาเมื่อตอนสิบปีที่ผ่านมาแล้ว หนังสือของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เป้นความจริงได้ถูกมองเป็นเพียงแค่นิยายเล่มหนึ่งที่สามารถดึงดูดผู้อ่านได้เหมือนมีเวษมนต์ ในนามปากกา ผกาแก้ว ชื่อนี้ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าเป็นนักรบสาวที่มีบทบาทในการทำศึกช่วยชาติเอาไว้หลายครั้งและครั้งหนึ่งเธอได้รบกับคนที่รักและเธอก็ถูกพรากคนรักไปตลอดการในสนานรบและเธอก็เป็นนักรบที่รอเคยความรักจนแก่เฒ่า เจอกันในหน้าประวัติศาสตร์ น้ำใสๆหยดลงที่กระดาษนักเขียนผู้มากประสบการณ์









นวนิยายเรื่องย้อน-รอยตอนที่๑๑






ตอนที่11สู่ปัจจุบัน
เรือนไทยหลังใหญ่ที่ประดับด้วยไม้แกะสลักอันวิจิตงดงานต้นนี้เต็มไปด้วยผู้คนจากภาคีที่ยืนล้อมรอบธนานิตอยู่ ท้องฟ้าในวันนี้สดใสสวยงามแต่ก็มีเมฆบดบังความสดใสไม่ให้เห็นชัดเจน ชั่งเหมือนกับจิตใจของธนานิต ที่อยากกลับบ้านอย่างเต็มที่ แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่เขายากจะลืม เหมือนหัวใจของเขาไม่อยากจะไปจาดชกที่แห่งนี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี้เป็นเรื่องที่แปลกใหม่มหัศจรรย์ และที่นี้เขาได้พบกับรักแรกแย้มของเขา ใบหน้าดุจดวงจันทร์ของผกาแก้วตราตรึงใจของเขาเมื่อแรกเห็น จนมาถึงวันที่เขาต้องจากไปกลับสู่สภาวะปกติ
“ภาคีแห่งอโยธยาคือบ้านของท่าน ท่านธนานิต”ท่านพิชิตส่งครามกล่าวกับธนานิต
“ผมขอบใจทุกคนมากที่เป็นมิตรกับผม และที่นี่เป็นที่ที่ทำให้ผมมีความสุขมาก”ธนานิตพูด
“แต่ถึงเวลาที่ผมต้องกลับบ้านแล้ว”เขาพูดต่อขณะเดินผ่านเหล่าภาคีที่มาส่งเขา และเขาก็มาหยุดอยู่ที่ผกาแก้ว
“ฉันจะคิดถึงเธอนะผกาแก้ว เจอกันที่หน้าประวัติศาสตร์” ธนานิตพูดพร้อมกับน้ำใส่ที่ไหลออกมา แล้วเขาก็เดินเขาไปในห้องที่เก็บตู้เอาไว้เพียงลำพัง เขาไปในตู้แล้วทุกย่างก็มืดลง


นวนิยายเรื่องย้อน-รอยตอนที่๑๐






ตอนที่10 หน้าประวัติศาศตร์
อาคารคล้ายโบสถ์ดูคึกคักเป็นพิเศษมีราชวังเดินเขาออกเป็นว่าเล่น เสียงแซ่ซ้องชื่อชมเหล่าภาคีที่ทำให้สงครามครั้งนี้ได้รับชัยชนะ เครื่องบรรณาการจากพระเจ้าแผ่นดินจนถึงชาวนาที่นำมาให้เหล่าภาคีที่เหลือจากการต่อสู้ทุกคนต่างดีใจที่สามารถกำจัดควายทมิฬได้ แต่เหล่าภาคีภายในใจลึกๆ เจ็บปวดราวกับถูกฟ้าผ่าเพราะต้องเสียงสมาชิกไปเกือบครึ่ธนานิตเดินเข้าไปในห้องโถง เห็นเก้าอี้หลายตัวว่างป่าว ตอนแรกที่เขาเห็นเก้าอี้ทุกตัวมีเจ้าของนั่งเต็มทุกตัว แต่ในความสลดใจนั้นก็ยังมีความสุขเล็กๆคือผกาแก้วยังนั่งอยู่เก้าอี้ตัวเดิม
“ท่านมาแล้วหรือท่านธนานิตเชิญท่านนั่งก่อนสิ” สมาชิกภาคีคนหนึ่งพูดกับธนานิต พร้อมผายมือไปที่เก้าอี้ตัวที่ว่าง
“เรามีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะทำในวันนี้คือเราจะทำการบันทึกเรื่องราวการทำสงครามครั้งนี้เอาไว้”ท่านพิชิตสงครามกล่าวขึ้น
“และที่สำคัญเราจะเขียนยกย่องท่านท่านธนานิต”ท่านพิชิตสงครามกล่าวต่อ แต่ธนานิตไม่ได้พูดอะไร เหมือนกับเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
“ผมไม่ขอมีตัวตนในการทำสงครามครั้งนี้ครับ”ธนานิตพูดขึ้นพร้อมลุกยืนขึ้น
“ไม่ได้หรอกเพราะภาคีต้องยกย่องคนที่ทำสงครามเอาไว้”ท่านพิชิตสงครามพูดขึ้น ขณะธนานิตมองหน้าของผกาแก้ว
“เพราะที่นี่ไม่ใช่บ้านของผม ถ้าอย่างจะเล่าเรื่องของผม “ธนานิตสบตากับผกาแก้วบ่งบอกนัยบางอย่าง
“ให้เขียนเป็นนิทานก็แล้วกัน เพราะผมต้องกลับบ้านที่ผมจากมา”ธนานิตพูด ในขณะนี้ขาม่ได้สบตากับผกาแก้วแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นก็จะเป็นดังประส่งของท่าน”ท่านพิชิตส่งครามพูดแล้วก็เดินจากไป
สายลมอ่อนโชยกลิ่นดอกไม้หอมล่องลอยตามสายลม ในสวนระหว่างอาคารคล้ายโบสถ์กับเรื่องไทยที่เป็นห้องเก็บตู้ย้อนเวลา ธนานิตเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางสวน พร้อมกับผกาแก้ว ด้วยความเงียบและแล้ว
“ถึงเวลาแล้วนะผกาแก้วที่เราต้องจากกัน”ธนานิตพูดแต่ไม่สบตาผกาแก้ว
“ต้องขอบใจเธอมานะที่ดุแลและสอนอะไรฉันหลายอย่าง”เขาพูดต่อ
“ท่านไม่ต้องเสียใจไป ถึงยังไงใจของข้าก็เป็นของท่านไปเสียแล้ว”ผกาแก้วพูดออกมาด้วยใจจริง
“เราจะพบกันในหน้าประวัติศาสตร์”ผกาแก้วพูดต่อ
แล้วทุอย่างก็เงียบสงบ เป็นปกติอย่างเช่นที่มันเคยเป็น แต่ความห่างเหินที่แห่งนี้ก็ทำให้ธนานิตรู้สึกว่าเขาขาดอะไรไป

นวนิยายเรื่องย้อน-รอยตอนที่๙







ตอนที่9สงคราม
ท้องฟ้าแดงฉานหมอกแห่ความตายโชยชัดล้างเอาความสดใสที่อ่อนแอให้หายไป เมฆแห่ความอัปยศสีดำสนิทบริสุทธิไปด้วยความโหดร้าย เสียงร้องโหยหวนของเด็กทารกที่สัมผ้สได้ถึงความเจ็บปวดแห่ยุคสมัย บรรยายกาสทั่งมวลก่อตัวหมุนวนอยู่เหนือ พระที่นั้งสรรเพชรปราสาท ที่ส่องแสงอร่ามฟาดฟัดกับกับความทมิฬดำของศัตรูที่ร้ายกาจและโหดเหี้ยที่สุดแห่ยุคสมัย
ด้านนอกกำแพงราชวังคือกองทัพภาคีแห่อโยธยาที่ยืนสูงตระหง่านเหนือพลทหารเมืองหลวง ที่พร้อมอาวุธเสร็จสับ ที่ยืนอยู่หน้ากองทัพภาคีคือเหล่าสัตว์โจมตีของกรุ่งศรีอยุธยาประกอบด้วย ช้างเผือก เสือดำ เสือเหลือง เสือขาว ที่บินวนอยู่นั้นคืออินทรีย์นางพญาตัวเท่าแม่ไก่ ทุกหน่วยทุกกองที่ประกอบเขาเป็นกองทัพหลวงของกรุ่งศรีอยุธยา จากสายตาของธนานิตตอนนี้เขาคิดว่าไม่ว่าข้าศึกจะร้ายกาจเพียงไหนก้ไม่สามารถเอาชนะกองทัพนี้ได้แน่นอน นี้ยังไม่นับยอดฝีมือที่ยืนอยู่ข้างๆเขาอีกจำนวนนับร้อยและตอนนี้ความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความหดหู่กำลังคลืบคลานเขามาสู่กรุ่งศรีอยุธยา
“มันเงียบมาก เหมือนกลั้นใจก่อนกระโจน”ท่านพิชิตสงครามเอ่ยขึ้น
“วันนี้ข้าขอให้มันจบสิ้นเสียที”เขาเอยด้วยน้ำเสียที่เบาลง
จู่ก็เกิดลมพัดแรงขึ้นทำให้ฝุ่นตลบอบอวนไปทั่วทุกทิศม้านฝุ่นละอองล่องลอยตามสายลมบดบังทุกสิ่งที่เมื่อสักเห็นเป็นเพียงความเงียบ มีเสียงฝีเท้าที่หนักอึ่งกระทบกับพื้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มลอดออกมาจากม้านฝุ่นนั้นแล้วก็บังเกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง แต่ถูกแทนที่ด้วยเสียงกองที่ดังขึ้นจากฝ่ายของกรุ่งศรีอยุธยา ตามด้วยโห่ร้องของเหล่าพลทหารเกิดความขั้นกลางขึ้นอีกครั้งม้านฝุ่นที่กำบังเบื้องหน้าเหล่าทหารกล้า ก็เผยให้เห็นกองทัพควายทมิฬ ตาแดงฉานเขาแหลมนับหมื่นตัวที่กำลังกระโจนพร้อมต่อสู้ แต่ละตัววิ่งเร็วดุจฟ้าแลบเกิดเสียงดังก้องสะท้านเมื่อเท้าควายทมิฬกระทบกับพื้นดินดาน
“ยิง”เสียงนายทหารสั่งปืนใหญ่ให้ยิ่งฝูงควายทมิฬ ลูกไฟขนาดลูกมะพร้าวแดงเพลิงดุจห่าฝนกระหน่ำยิงเขากลุ่มฝูงควายทมิฬที่กำลังวิ่งเข้ามา ควายทมิฬต่างแตกตื่นต่างวิ่งหลบกระสุนไฟเกิดความวุ่นวายไปทั่วสมรภูมิแต่กระสุนไฟจากปืนใหญ่ ไม่อาจต้านทานเหล่าควายทมิฬได้ พวกมันวิ่งดุจพายุหมุนใกล้เข้ามาแล้ว
“ฆ่ามัน”เสียงของท่านพิชิตสงครามคำรามก้อง แล้วก้องทัพช้างม้านางพญาอินทรีย์พร้อมเหล่าทหารหาญกระโจมประจันหน้ากับเหล่าควายทมิฬเกิดฝุ่นอบอวน ช้างเผือกใช้งาเป็นอาวุธกวัดแกว่งเหล่าควายทมิฬแตกกระจายเลือดสาดอาบลงทั่วพื้นดิน  นางพญาอินทรีย์โฉบเฉียวแล้วโผเข้าจิกดวงตาของเหล่าควายทมิฬ ภาพเบื้องหน้าของเหล่าผู้กล้าแห่งภาคีคือฉากการต่อสู้ที่ตระการตาเลือดของเหล่าศัตรูและฝ่ายกรุงศรีอาบชโลมพื้นปนกันเกิดกลิ่นคาวเลือดไปทุกทิศทาง
ตูม!เกิดเสียงดังขึ้นข้างหลังกองทัพควายทมิฬปรากฏร่างควายทมิฬตัวใหญ่กว่าทุกตัวที่กระทำการเข็นฆ่ากันอยู่ ขนาดเท่ากับช้างเผือก ดวงตาแดงดุจไฟเพลิง เขาแหลมคมสี่เขา หนังตัวตะปุมตะป่ำสีดำสนิท กระทืบเท้าเตรียมกระโจนเข้าฆ่าผู้ขวางหน้ามัน หากแต่มันไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว เมื่อธนานิตมองออกไปควายทมิฬตัวใหญ่พวกมันมีนับร้อย
“ถึงเวลาที่พวกเราเหล่าภาคีแห่งอโยธยาต้องทำหน้าที่แล้วละ”ท่านพิชิตสงคราเอ่ยขึ้นขณะที่ธนานิตและผกาแก้วขยับเขาใกล้กันแล้วทั้งสองก้มองหน้ากันโดยไม่ได้กล่าวอะไร แต่สายตาทั้งสองบอกว่าสองคมความหมายต่อกันมาก
“เอาละเริ่มได้”ท่านพิชิตสงครามพูดด้วยเสียงที่มีพลังลึกลับบางอย่าง แล้วภาคีทั้งหมดก็หลับตา เมื่อทุกคนลืมตาขึ้นมาก็กระโดลงจากป้อมปราการ ภาพที่ธนานิตเห็นคือสัตว์วิเศษของเหล่าภาคีนับร้อยต่างเข้ามารองรับตัวของเจ้านายแล้วพากระโจนสู่สมรภูมิรบ มีทั้งงูใหญ่ ทั้งนกยักษ์ ทั้งกวางตัวตัวโต ที่เป็นสัตว์วิเศษของเหล่าภาคี ธนานิตกระโดดลงจากป้อมโดยมีผกาแก้วกระโดดลงไปก่อนหน้าแล้วก็นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวที่กำลังบินด้วยความว่องไว เมื่อธนานิตกำลังจะถึงพื้นราชาเสือก็กระโจนมารองรับตัวของเขา เขาซักดาบเล็มยาวแล้วชูขึ้นขณะที่ราชาเสือวิ่งออกไปด้วยความสง่างาม เมื่อถึงสมรภูมิราชาเสือก็คำรามแล้วก็เข้ากัดเหล่าควายทมิฬ จนมาประจันหน้ากับควายทมิฬตัวใหญ่ที่ดูหน้ากลัวยิ่งนัก ราชาเสือกระโจนเข้าใส่ควายทมิฬนั้นแต่มันหลบได้แล้วมันก็วิ่งเข้าใส่ราชาเสือด้วยความเร็ว ราชาเสือกระโดดขึ้นใช้เท้าหน้าเหยียบหัวควายทมิฬแล้วใช้กงเล็บข่วนเขาที่หลังเลือดควายทมิฬสาดกระเซ็นดุจน้ำพุผุด แต่ควายทมิฬรีบกลับตัวแล้วใช้เขาแหลมของมันกวัดแกว่งไปมา ธนานิตเห็นดังนั้นก็กระโดดจากหลังราชาเสือใช้ดาบแสบเขาที่กลางหัวของควายทมิฬจนล้มลง และเข้าเอาชนะมันธนานิตมองไปรอบเห็นทั้งฝ่ายควายทมิฬล้มตายและฝ่ายกรุงศรีอยุธยานอนแน่นิ่งไม่ไหวติงราบไปกับพื้น และการประทะกันอย่างดุเดือดก็กลับมาเงียบอีกครั้ง ควายทมิฬถูกฆ่าตายหมดไม่เหลือเพียงตัวเดียว แต่ฝ่ายที่ได้ชัยชนะก็หาดีใจไม่  เพราะการล้มตายจากสงครามครั้งนี่สาหัสนัก นักรบที่เหลือขี่สัตว์วิเศษของตนเข้าสู่ราชวัง และได้ทิ้งร่องรอยแห่ความอนาถใจเอาไว้ และทุกอย่างก็เงียบลงเงียบมากว่าปกติเสียอีก

นวนิยายเรื่อง ย้อน-รอยตอนที่๘






ตอนที่8แมวใหญ่
ภูเขาที่ธนานิตมองทอดสายตาอยู่ขณะนี้คือสิ่งเดียวที่ทำให้เขายิ้มออกและจิตใจชั่งเบิกบานยิ่งนัก โลกทั้งใบที่เขาคิดว่ามีแต่ความโหดร้าย แต่มาบัดนี้มันสวยงามและสดใสมากหลังจากวันที่ธนานิตไปที่ภูเขาลูกนั้นกับผกาแก้วมา ทุกเช้าเขาก็จะมานั้นที่ระเบียงโล้งหน้าบ้านพร้อมกับเวตาลที่ตื่นมาอาบแดดทุกเช้า
“ท่านเจ้าคะ ท่านเชิญที่เรือนในเจ้าคะ” ป้าบัวบอกกลับธนานิตพร้อมเดินนำธนานิตผ่านเขาไปสู่เรือนข้างในซึ่งส่วนมากแล้วจะมีแต่บ่าวรับใช้ผู้หญิงที่สามารถเข้าไปได้ พอธนานิตเขาไปถึงเขาก็พบกลับบ้านเรื่องไทยที่มีความสวยงามโดเด่นมากกว่าทุกหลังที่เขาพบมา เพราะว่าสีขาวอมทองของไม้แก้วที่นำมาสร้างเรือนหลังนี้ทำให้เกิดความงดงามยิ่งนัก
“มาแล้วหรือ เชิญด้านในก่อน”เสียงหวานๆของผกาแก้วเอ่ยชวน
“มีเรื่องอะไรที่เรียกฉันมาที่นี้”ธนานิตถาม
“มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ท่านผู้นำภาคีฝากมาบอกกับท่าน”ผกาแก้วกล่าวต่อ
“นี้ยังไม่หมดเรื่องที่คิดว่าสำคัญแล้วหรือ”ธนานิตกล่าวขณะนั่งลงข้างผกาแก้ว
“นอกพลังที่ข้าส่งให้ท่านในวันนั้นแล้ว ท่านจำเป็นต้องมีสัตว์วิเศษคู่กาย”ผกาแก้วมีอาการเขินขณะพูดถึงเรื่องการส่งพลัง
“แล้วผมต้องทำยังไง แล้วสัตว์มันอยู่ที่ไหนกัน ผมจะจับมันได้ยัง”เกิดคำถามมากมายกับธนานิตอีกครา หลังจากการสนทนาครั้งนั้นจบลง ธนานิตก็กลับมาคิดว่าจะจับสัตว์มาจากที่ไหน คำพูดสุดท้ายที่ผกาแก้วบอกไหวก็มีเพียงว่า “เรื่องนี้ท่านต้องทำด้วยตัวของท่านเอง” และแล้วธนานิตก็นึกถึงจดหมายที่ท่านผู้นำภาคีส่งมาให้ ว่าเขาจะเป็นคนขี่ราชาเสือ
“ถ้านายเป็นเสือก็คงจะดีนะเวตาลฉันจะได้รู้ใจนาย และอีกอย่างฉันก็จะร่วมรบกับนาย”ธนานิตพูดกลับเจ้าเวตาลขณะตัวของเวตาล
“ขอบใจนายมากนะที่ไม่ทิ้งฉันไปไหน”ธนานิตก้มลงจูบที่หัวของเวตาล
“ฉันรักนายนะมิตรแท้ของฉัน”ธนานิตจูบที่จมูกของเวตาล
เมื่อธนานิตคลายจาดจูบเจ้าเวตาล แมวตัวลายก็วิ่งกระโจนลงจากเตียง ธนานิตไหลตามหลังไป
“จะไปไหนเวตาล”หยุดก่อน”นานิตตะโกนตามหลังเจ้าเวตาลไป จนทำให้ทุกคนในบ้านวิ่งออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นรวมถึงผกาแก้วด้วย
เมือเจ้าเวตาลวิ่งมาถึงบันไดมันก็หันหลังมาสบตาธนานิตแว๊บหนึ่ง แล้วก็กระโจนลงจากเรือนขณะที่มันกระโจนเกิดลมแรงมีเสียงหวีดหวิวและก็มีแสงสว่างทั่วเรือนจนทำให้ทุกคนใช้มือป้องแสงที่แยงตาของตัวเอง เมื่อแสงสว่างหายไปกับความเงียบสงบ ก็ปรากฏร่างสีเหลืองออกส้มพาดด้วยลายสีดำมันมีดวงตาสีเหลืองอัมพันส่งเสียงคำรามกึกก้องเขี้ยวอันแหลมคมปรากฏเมือมันอ้าปาก เสือตัวใหญ่เท่ากับรถยนต์กระบะยืนตระหง่านสง่างามอยู่ลานหน้าเรือนไทย
“เวตาลนั้นนายหรือนั้น นายเป็นราชาเสืออย่างนั้นหรือ”ธนานิตพูดความดีใจ ตกใจ แปลกใจ และดีใจ
“ฉันไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเองเลย ฉันรักนายนะเวตาล”ธนานิตพูดขณะเดินลงมากอดที่สีข้างของราชาเสือ”ราชาเสือคำรามอีกครั้งแต่ครั้งนี้เสียงเบากว่าครั้งเรียก พร้อมกับก้มหัวให้ธนานิต
“นายจะให้ฉันขี่นายงั้นหรือ”ธนานิตดีใจและก็กระโดขึ้นหลังราชาเหลือภายใต้สายตาของบ่าวที่อยู่บนเรือง และที่สำคัญรอยยิ้มที่ผกาแก้วส่งมาให้ขณะยืนดูอยู่บนเรือนทำให้ธนานิตหัวใจพองโตขึ้น
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้งราชาเสือกระโจนแล้วพาธนานิตออกวิ่งไปรอบลาน นั้นหมายความว่าสงครามกำลังจะมาถึงเมื่อนักรบพร้อมแล้ว