วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นวนิยายเรื่องย้อน-รอยตอนที่๙







ตอนที่9สงคราม
ท้องฟ้าแดงฉานหมอกแห่ความตายโชยชัดล้างเอาความสดใสที่อ่อนแอให้หายไป เมฆแห่ความอัปยศสีดำสนิทบริสุทธิไปด้วยความโหดร้าย เสียงร้องโหยหวนของเด็กทารกที่สัมผ้สได้ถึงความเจ็บปวดแห่ยุคสมัย บรรยายกาสทั่งมวลก่อตัวหมุนวนอยู่เหนือ พระที่นั้งสรรเพชรปราสาท ที่ส่องแสงอร่ามฟาดฟัดกับกับความทมิฬดำของศัตรูที่ร้ายกาจและโหดเหี้ยที่สุดแห่ยุคสมัย
ด้านนอกกำแพงราชวังคือกองทัพภาคีแห่อโยธยาที่ยืนสูงตระหง่านเหนือพลทหารเมืองหลวง ที่พร้อมอาวุธเสร็จสับ ที่ยืนอยู่หน้ากองทัพภาคีคือเหล่าสัตว์โจมตีของกรุ่งศรีอยุธยาประกอบด้วย ช้างเผือก เสือดำ เสือเหลือง เสือขาว ที่บินวนอยู่นั้นคืออินทรีย์นางพญาตัวเท่าแม่ไก่ ทุกหน่วยทุกกองที่ประกอบเขาเป็นกองทัพหลวงของกรุ่งศรีอยุธยา จากสายตาของธนานิตตอนนี้เขาคิดว่าไม่ว่าข้าศึกจะร้ายกาจเพียงไหนก้ไม่สามารถเอาชนะกองทัพนี้ได้แน่นอน นี้ยังไม่นับยอดฝีมือที่ยืนอยู่ข้างๆเขาอีกจำนวนนับร้อยและตอนนี้ความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความหดหู่กำลังคลืบคลานเขามาสู่กรุ่งศรีอยุธยา
“มันเงียบมาก เหมือนกลั้นใจก่อนกระโจน”ท่านพิชิตสงครามเอ่ยขึ้น
“วันนี้ข้าขอให้มันจบสิ้นเสียที”เขาเอยด้วยน้ำเสียที่เบาลง
จู่ก็เกิดลมพัดแรงขึ้นทำให้ฝุ่นตลบอบอวนไปทั่วทุกทิศม้านฝุ่นละอองล่องลอยตามสายลมบดบังทุกสิ่งที่เมื่อสักเห็นเป็นเพียงความเงียบ มีเสียงฝีเท้าที่หนักอึ่งกระทบกับพื้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มลอดออกมาจากม้านฝุ่นนั้นแล้วก็บังเกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง แต่ถูกแทนที่ด้วยเสียงกองที่ดังขึ้นจากฝ่ายของกรุ่งศรีอยุธยา ตามด้วยโห่ร้องของเหล่าพลทหารเกิดความขั้นกลางขึ้นอีกครั้งม้านฝุ่นที่กำบังเบื้องหน้าเหล่าทหารกล้า ก็เผยให้เห็นกองทัพควายทมิฬ ตาแดงฉานเขาแหลมนับหมื่นตัวที่กำลังกระโจนพร้อมต่อสู้ แต่ละตัววิ่งเร็วดุจฟ้าแลบเกิดเสียงดังก้องสะท้านเมื่อเท้าควายทมิฬกระทบกับพื้นดินดาน
“ยิง”เสียงนายทหารสั่งปืนใหญ่ให้ยิ่งฝูงควายทมิฬ ลูกไฟขนาดลูกมะพร้าวแดงเพลิงดุจห่าฝนกระหน่ำยิงเขากลุ่มฝูงควายทมิฬที่กำลังวิ่งเข้ามา ควายทมิฬต่างแตกตื่นต่างวิ่งหลบกระสุนไฟเกิดความวุ่นวายไปทั่วสมรภูมิแต่กระสุนไฟจากปืนใหญ่ ไม่อาจต้านทานเหล่าควายทมิฬได้ พวกมันวิ่งดุจพายุหมุนใกล้เข้ามาแล้ว
“ฆ่ามัน”เสียงของท่านพิชิตสงครามคำรามก้อง แล้วก้องทัพช้างม้านางพญาอินทรีย์พร้อมเหล่าทหารหาญกระโจมประจันหน้ากับเหล่าควายทมิฬเกิดฝุ่นอบอวน ช้างเผือกใช้งาเป็นอาวุธกวัดแกว่งเหล่าควายทมิฬแตกกระจายเลือดสาดอาบลงทั่วพื้นดิน  นางพญาอินทรีย์โฉบเฉียวแล้วโผเข้าจิกดวงตาของเหล่าควายทมิฬ ภาพเบื้องหน้าของเหล่าผู้กล้าแห่งภาคีคือฉากการต่อสู้ที่ตระการตาเลือดของเหล่าศัตรูและฝ่ายกรุงศรีอาบชโลมพื้นปนกันเกิดกลิ่นคาวเลือดไปทุกทิศทาง
ตูม!เกิดเสียงดังขึ้นข้างหลังกองทัพควายทมิฬปรากฏร่างควายทมิฬตัวใหญ่กว่าทุกตัวที่กระทำการเข็นฆ่ากันอยู่ ขนาดเท่ากับช้างเผือก ดวงตาแดงดุจไฟเพลิง เขาแหลมคมสี่เขา หนังตัวตะปุมตะป่ำสีดำสนิท กระทืบเท้าเตรียมกระโจนเข้าฆ่าผู้ขวางหน้ามัน หากแต่มันไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว เมื่อธนานิตมองออกไปควายทมิฬตัวใหญ่พวกมันมีนับร้อย
“ถึงเวลาที่พวกเราเหล่าภาคีแห่งอโยธยาต้องทำหน้าที่แล้วละ”ท่านพิชิตสงคราเอ่ยขึ้นขณะที่ธนานิตและผกาแก้วขยับเขาใกล้กันแล้วทั้งสองก้มองหน้ากันโดยไม่ได้กล่าวอะไร แต่สายตาทั้งสองบอกว่าสองคมความหมายต่อกันมาก
“เอาละเริ่มได้”ท่านพิชิตสงครามพูดด้วยเสียงที่มีพลังลึกลับบางอย่าง แล้วภาคีทั้งหมดก็หลับตา เมื่อทุกคนลืมตาขึ้นมาก็กระโดลงจากป้อมปราการ ภาพที่ธนานิตเห็นคือสัตว์วิเศษของเหล่าภาคีนับร้อยต่างเข้ามารองรับตัวของเจ้านายแล้วพากระโจนสู่สมรภูมิรบ มีทั้งงูใหญ่ ทั้งนกยักษ์ ทั้งกวางตัวตัวโต ที่เป็นสัตว์วิเศษของเหล่าภาคี ธนานิตกระโดดลงจากป้อมโดยมีผกาแก้วกระโดดลงไปก่อนหน้าแล้วก็นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวที่กำลังบินด้วยความว่องไว เมื่อธนานิตกำลังจะถึงพื้นราชาเสือก็กระโจนมารองรับตัวของเขา เขาซักดาบเล็มยาวแล้วชูขึ้นขณะที่ราชาเสือวิ่งออกไปด้วยความสง่างาม เมื่อถึงสมรภูมิราชาเสือก็คำรามแล้วก็เข้ากัดเหล่าควายทมิฬ จนมาประจันหน้ากับควายทมิฬตัวใหญ่ที่ดูหน้ากลัวยิ่งนัก ราชาเสือกระโจนเข้าใส่ควายทมิฬนั้นแต่มันหลบได้แล้วมันก็วิ่งเข้าใส่ราชาเสือด้วยความเร็ว ราชาเสือกระโดดขึ้นใช้เท้าหน้าเหยียบหัวควายทมิฬแล้วใช้กงเล็บข่วนเขาที่หลังเลือดควายทมิฬสาดกระเซ็นดุจน้ำพุผุด แต่ควายทมิฬรีบกลับตัวแล้วใช้เขาแหลมของมันกวัดแกว่งไปมา ธนานิตเห็นดังนั้นก็กระโดดจากหลังราชาเสือใช้ดาบแสบเขาที่กลางหัวของควายทมิฬจนล้มลง และเข้าเอาชนะมันธนานิตมองไปรอบเห็นทั้งฝ่ายควายทมิฬล้มตายและฝ่ายกรุงศรีอยุธยานอนแน่นิ่งไม่ไหวติงราบไปกับพื้น และการประทะกันอย่างดุเดือดก็กลับมาเงียบอีกครั้ง ควายทมิฬถูกฆ่าตายหมดไม่เหลือเพียงตัวเดียว แต่ฝ่ายที่ได้ชัยชนะก็หาดีใจไม่  เพราะการล้มตายจากสงครามครั้งนี่สาหัสนัก นักรบที่เหลือขี่สัตว์วิเศษของตนเข้าสู่ราชวัง และได้ทิ้งร่องรอยแห่ความอนาถใจเอาไว้ และทุกอย่างก็เงียบลงเงียบมากว่าปกติเสียอีก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น