วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นวนิยายเรื่อง ย้อน-รอยตอนที่๗






ตอนที่7 ฝึกฝน
“ท่านต้องฝึกสมาธิเป็นอันดับแรก เพื่อใช้จิตควบคุมสัตว์วิเศษ”ผกาแก้วพูดกับธนานิตขณะเดินไปยังลานกว้างภายใต้การปกคุมของกิ่งจามจุรี ในอ้อมแขนของเธอคือเวตาลตัวลาย
“แล้วผมต้องทำยังไงละ”ธนานิตถาม
“เพียงกำหนดจิตให้นิ่งก็ใช้ได้แล้ว”ผกาแก้วตอบ
“ท่านไปนั่งตรงนั้นแล้วทำสมาธิ”ผกาแก้วชี้มือไปที่จุดสีขาวที่อยู่ตรงกลางวงกลมที่เขียนเลขยันต์เอาไว้
ลมอ่อนๆโชยผ่านร่างของหนุ่มนักศึกษาที่มึความมุ่งหมั้นในการทำทุกสิ่งถ้าเขาจะตั้งใจทำ กลิ่นหอมของดอกไม้ฟรุ้งไปทั่วบรเวณลานสมาธิไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว แต่ธนานิตยังนั่งสมาธิด้วยความแน่วแน่อยู่เสร็จจากฝึกสมาธิผกาแก้วก็สอนการขี่ม้า และให้ธนานิตฝึกการใช้ดาบ โดยเริ่มจากการจับดาบจนสิ้นสุดการสังหารศัตรู ธนานิตมีความก้าวหน้าในการใช้อาวุธต่างแต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะออกไปสู้รบ
“วันพรุ่งนี้ไปพบข้าที่ภูเขาลูกนั้น”ผกาแก้วชี้ตรงไปยังอีกฝากของทุ่งนาอันกว้างใหญ่
“แล้วทำไมต้องเป็นภูเขาลูกนั้นด้วยละ”ธนานิตถาม
“เพราะว่าเราสองคนมีอะไรที่สำคัญที่ต้องหาที่สงบๆทำ”ผกาแก้วพูดด้วยความเขินแต่ก้เก็บความรุ้สึกนั้นไว้ได้อย่างแนบเนีย
“เอาเป็นเราจำเป็นต้องไป ข้าขอตัว” ผกาแก้วตัดบทแล้วเดินจากไป
เมื่อสีทองแต้มขอบฟ้า ส่องแสงเจิดจ้าขึ้นทีละน้อย นกร้องเพลงสดใส หมอกเย็นๆเหมือนม้านที่กำลังล่องลอยตามลม เสียงผู้คนจอแจกันอยู่ที่ห้องครัว ธนานิตตื่นขึ้นมาก็พบเจ้าเวตาลนอนอาบแดดเช้าอยู่ที่หน้าชานบ้าน
“ตื่นแล้วหรือคะ”ป้าบัวหญิงรับใช้ถามะนานิต
“ตื่นแล้วครับ ว่าแต่เห็นผกาแก้วตื่นหรือยังครับ”ธนานิตถามต่อ
“นายหญิงออกเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างโน้นคะ”ป้าบัวตอบ แล้วก้เดินเขาไปในครัวปล่อยให้ธนานิตยืนอยู่กับเจ้าเวตาล
หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงควบม้าออกจากเรือนคนที่อยู่บนหลังมานั้นก็คือธนานิตนั้นเองเขารีบตรงไปที่ภูเขาลูกที่ผกาแก้วบอกให้ไปหา พอไปถึงภูเขาลูกนั้นก็สายแล้วแต่ความสดชื่นของภูเขาลูกนี้ก็ยังรักษาอากาศยามเช้าเอาไว้ได้ สองข้างทางในป่านี้เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าหลากสีสันส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ต้นไม้แต่ละต้นก็เหมือนถูกดัดลำต้นให้ไหวเอนมีจังหวะลับกันในแต่ละต้นพิเศษกว่านั้นคือสีของใบไม้ที่มีสีอันหลากหลายมีตั้งแต่สีฟ้า สีเขียว สีส้ม สีแดง แล้วก็พร้อมใจกันโปรยร่วงสู่พื้นดินตลอดเวลา ธนานนิตหยุดม้าเพื่อชื่นชมกับปาไม้แห่งนี้และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงน้ำตกจากที่ไหนสักแห่งเขาจึงลงจากหลังม้าเพื่อเดินตามเสียงของน้ำตกนั้น เมื่อเข้าเขาใกล้น้ำตก สิ่งที่ให้ให้ธนานิตตลึงคือความงดงามของหญิงสาวที่ทรงเครื่องชุดไทยโบราณสมัยอยุธยา ราวกับนางในวรรณคดี แต่ใบหน้าของเธอชั่งคุ้นเคยนักเธอคือผกาแก้วนั้นเอง
“มาแล้วหรือนึกว่าท่านขี่ม้าไวกว่านี้นัก”ผกาแก้วพูดแกมประชดธนานิต
“ฉันมาแล้วนี่ไง”น้ำเสียงของธนานิตดูเคลิ้มฝันเหมือนเขาได้เห็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์
“ตามข้ามา”ผกาแก้วเอ่อชวน แล้วก็เดินนำธนานิตข้ามลำธารน้ำตกเล็กไป จนถึงปากถ้ำที่มีน้ำไหลออกมาจากปากถ้ำ ความงดงานของถ้ำทำธนานิตรู้สึกว่ามีแรงดึงดูดบ้างอย่างที่ทำให้เขาอยากเข้าไปในถ้ำนั้น ยิ่งมีหญิงสาวสวยมาชวนเข้าไปยิ่งทำให้หัวของธนานิตเต้นรัวขึ้น
“ที่ข้าพาท่านมาที่นี่เพราะมีเรื่องสำคัญมากที่ท่านกับข้าต้องทำ”ผกาแก้วหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับธนานิต
“แล้วเราต้องทำอะไรกันละ”ธนานิตถามขณะหลุดจากพวังแห่งความงาม
“ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้ท่าน เพราะถ้ารอให้ท่านเรียนรู้เองก็คงจะไม่ทันการ”ผกาแก้วเอ่ยพร้อมเดินเข้าไปในถ้ำ เมื่อทั้งสองเขามาในถ้ำสิ่งที่พบคือน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาที่อยู่ภายในถ้ำ และเบื้องร่างน้ำตกก็คือสระน้ำเล็กๆ ที่มีสีขาวใสสะอาด
“แล้วเราจะทำยังไง”ธนานิตถาม
“ท่านกับข้าต้องลงไปนอนแช่น้ำในเพราะพลังของข้าจะแทรกผ่านน้ำไปสู่กายท่าน”ผกาแก้วพูด
“แต่ ท่านกับข้าต้องเปลือยกายจึงจะทำได้”ผกาแก้วพูดตะกุกตะกัก
หัวใจของธนานิตเต้นรัวดังเสียงปืนกลที่กระหน่ำยิ่งข้าศึก ความคึกคะนองเมื่อได้ยินคำของหญิงงานเชิญชวน ราวกับวัวหนุ่มวิ่งโลดอย่างเป็นอิสระ เมื่อทั้งสองป่าวเปลือยอยู่ในสระน้ำสองต่อสองความงดงานที่ทาทาบทั่วทั้งป่าก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป












ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น